ข่าว : แนวคิดพื้นฐานการบริหารงานวิทยานิพนธ์
รายละเอียด  :

แนวคิดพื้นฐานการบริหารงานวิทยานิพนธ์

                                                                           ชำนิ  ยิ่งวัฒนา*

การมีพื้นฐานแนวคิดในการประยุกต์ทฤษฏีบริหารและทฤษฎีในงานของตนเป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้ประการหนึ่งของการศึกษารายวิชาการประยุกต์ทฤษฏีบริหารและการจัดองค์การในการบริหารการศึกษา  และการทำวิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต  สาขาบริหารการศึกษา  คำว่า”งานของตน”     ผู้เขียนได้แปลความถึงการทำวิทยานิพนธ์  ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญของนักศึกษาและเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการศึกษาตามหลักสูตรด้วย  ประกอบกับแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นหลังจากการสอนของครูครั้งแรกในรายวิชานี้     คือศาสตราจารย์  ดร.เสริมศักดิ์  วิศาลาภรณ์  ราชบัณฑิต  ทำให้ผู้เขียนเกิดแนวคิดพื้นฐานการบริหารงานวิทยานิพนธ์และสะท้อนแนวคิดเป็นบทความเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ซึ่งกันและกันนำไปสู่แนวปฏิบัติตามพันธกิจการเรียนรู้ให้บรรลุผลสำเร็จร่วมกันต่อไป

ศาสตราจารย์  ดร.เสริมศักดิ์  วิศาลาภรณ์  ราชบัณฑิต  กล่าวว่าความคาดหวังของผม (ครูผู้สอน)  คือความสำเร็จของพวกเรา (นักศึกษา)  ที่มีคุณภาพและมาตรฐานซึ่งประเมินได้จาก OUTPUT และ  OUTCOME  กระบวนการเรียนรู้จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรม  ความรู้  ความคิด  ทัศนคติ  วิธีเรียน  และการบริหารเวลา  โดยเฉพาะเวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด  เวลาไม่ต้องแสวงหา  เวลาเป็นทรัพยากรที่ใช้ไม่หมด  แต่เก็บไว้ไม่ได้  ถึงแม้ว่ามีทรัพยากรการบริหาร(4 Ms)ครบถ้วนและเพียงพอ  หากไม่มีเวลาหรือบริหารทรัพยากรเวลาไม่ได้ก็ไร้ผล  ยากที่จะสำเร็จ  ความคิดเห็นดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการบูรณาการทฤษฎี  วิจัย  และการปฎิบัติในการแสวงหาความรู้  คิด  ต้น เขียนเกี่ยวกับทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ในงานของตน (การบริหารวิทยานิพนธ์) และได้นำเสนอสาระสำคัญตามลำดับดังนี้

๑.    แนวคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นการทำวิทยานิพนธ์

๒.    แนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์

๓.    กระบวนการทำวิทยานิพนธ์

๔.   การประเมินเค้าโครงวิทยานิพนธ์

แนวคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์

ในการทำงานใด ๆ ให้สำเร็จมีปัจจัยสำคัญหลายประการ  ความสำเร็จในการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรหลายฝ่าย  ต้องอาศัยทรัพยากร  ทั้งคน  เงิน  วัสดุ  และการจัดการ  ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรเหล่านั้น  โลกมีทรัพยากรเพียงพอที่จะให้กับคนทุกคนเท่าที่จำเป็น  แต่ไม่สามารถสนองความโลภของคนได้แม้แต่คนเดียว  การบริหารจึงมองหาวิธีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เสริมศักดิ์  วิศาลาภรณ์ (2552)  ให้ทัศนะว่า  การศึกษา  คือสิ่งที่เหลืออยู่จากการเรียน  แต่ละคนมีสิ่งที่เหลืออยู่จากการเรียนมากแค่ไหน  นำไปใช้ในการทำงานเพียงใด และเป็นไปตามสิ่งที่เราอยากทำและทำได้หรือไม่  สอดคล้องกับความต้องการ  ความคาดหวังของใคร  ภายใต้เงื่อนไขเวลาใด  ทัศนะดังกล่าวสามารถนำมาเชื่อมโยงประยุกต์ใช้ในการเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์ได้ดังนี้

            เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า  ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จะมีจุดร่วมเกี่ยวกับลักษณะนิสัย ใจคอของคนที่ประสบผลสำเร็จโดยมีองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ   เรียกย่อว่า  “CHAMNI  MODEL”   อธิบายได้ดังนี้

    1.  C= Commitment  ยึดพันธะหรือข้อผูกพันไว้ให้มั่น เป็นคนเคารพกติกา กฎเกณฑ์อย่างมั่นคง เหนียวแน่น ทำให้เป็นคนเชื่อถือ ไว้วางใจได้ เวลาทำงานจะยึดเป้าหมาย คอยบังคับตนเอง ฝึกให้ชนะใจตนเอง ทำงานเป็นเวลาอย่างมุ่งมั่น  ลักษณะคนที่มุ่งมั่น จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่จะทำงานมีหลัก รู้จักพักแล้วทำงานต่อไป รวมทั้งคิดแก้ไขปัญหาขณะที่ทำ คนที่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญาอย่างเคร่งครัด คือคนมีเกียรติ เชื่อถือได้ ในวงธุรกิจให้ความสำคัญอย่างยิ่ง  ต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจคือความคิดและทำงานจริงจังยิ่งกว่าเงิน

    2.  H= Heart  เริ่มด้วยใจรัก  ความรักทำให้เกิดความเชื่อถือ ศรัทธา สิ่งสำคัญของความเชื่อคือ เชื่อว่า ทำได้ เป็นไปได้ ถึงยากก็จะสำเร็จได้ จงเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ผลงานใดที่ว่ายาก ย่อมพ่ายแพ้ความพยายามของคนเรา  เรามีใจรักต่องานใดก่อให้เกิดความตั้งใจในการทำงานนั้น แต่ถ้าไม่ชอบ  ถูกยัดเยียด  ใจไม่อยากทำก็ทำไปไม่ถึงไหน  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจอะไร ๆ ในโลกนี้ไม่มียากไม่มีง่าย  ผู้ขาดความตั้งใจอะไรๆก็ยากไปหมด  ผู้ที่ตั้งใจจริงอะไรๆ ก็ง่ายไปหมด ดังสุภาษิตจีนที่ว่า  “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มายาตน “  30  ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน  ดังนั้นการมีความเชื่อว่าเราทำได้เราก็จะทำ    ความเชื่อจึงเป็นเงื่อนไขของความสำเร็จประการหนึ่งตามทฤษฎีการบริหารการเปลี่ยนแปลง  ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการยอมรับ  ทัศนคติ  ความเชื่อ  และกำลังใจ  ผู้ใด มีความเชื่อมั่นใน…ความรู้ของตนเอง ความสามารถของตนเอง ความคิดของตนเอง และศรัทธามั่นในปัญญาของตนเอง   ย่อมสร้างความสำเร็จได้

    3. A=   Attitude มีทัศนคติที่ดีต่องาน  (วิทยานิพนธ์)  ต่อสาขาที่เรียน  ต่อตนเอง และต่อเพื่อนร่วมงาน  มีจิตใจที่ดีงามต่อเพื่อนร่วมงาน และรักงานที่ทำ  คนเราถ้าคิดดี มีความมั่นใจ สร้างอุปนิสัย บุคลิกภาพที่ดีแล้ว การมีชีวิตก็จะดี มีคำพูดเชิงจิตวิทยาว่า “คุณคิดอย่างไร คุณจะเป็นอย่างนั้น” เพราะความคิดเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนเรา  หากโลกแห่งชีวิตที่คุณมองสว่าง แจ่มใส เพราะจิตใจมองแง่ดี   จิตจะมีพลัง  มีความหวังต่อตนเอง ดังนั้นทัศนคติที่ดีต่องานที่ทำนำไปสู่ผู้บุกเบิกแสวงหาความรู้ใหม่ในศาสตร์สาขา  เป็นผู้ขยายขอบฟ้าทางวิชาการได้ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา 

      4.  M=Modern ต้องทันสมัย  ริเริ่มสร้างสรรค์  มีประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่  ผลงานใหม่  หรือเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ด้วยเทคนิควิธีการใหม่ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรม  ความรู้ใหม่  จึงจำเป็นต้องรู้ว่าความรู้ในเรื่องที่ศึกษาก้าวหน้าไปถึงไหน มีใครที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ในเรื่องนั้น  และปัจจุบันความรู้สุดยอดในเรื่องนั้น  สาขานั้นอยู่ในขั้นก้าวหน้าเพียงใด  นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้  ต้องสั่งสมให้มีในตน  โดยอาศัยตนเป็นหลักโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่งสอน  ต้องเพิ่มพูนให้ทันต่อความก้าวหน้า  ทันสมัย  ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการอยู่เสมอ

                  5.  N=Norm  ต้องเข้าใจมาตรฐาน แบบแผน  รูปแบบ  เป้าหมายของงานที่ทำ  การลงมือทำต้องเข้าใจเรื่องที่ทำ   จากแนวคิดการบริหารที่ว่า”จะบริหารสิ่งใดต้องเข้าใจสิ่งนั้น”  การทำวิทยานิพนธ์เรื่องใดต้องเข้าใจเรื่องนั้นดีพอ  เข้าใจรูปแบบที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ  เข้าใจกระบวนการทำวิทยานิพนธ์  เข้าใจหลักเกณฑ์วิธีการประเมินเค้าโครง  ซึ่งอาจจะต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้น  การพูดคุย  ถกเถียง  แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกับเพื่อนจะช่วยให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ทำได้ดียิ่งขึ้น

6.  I=Interesting  ต้องคำนึงถึงสิ่งที่เราอยากทำและทำได้  เรื่องที่คิดจะทำต้องอยู่บนพื้นฐานของความสนใจตนเองเป็นสำคัญ  เมื่อรู้ว่าสนใจเรื่องใดแล้วต้องตอบคำถามให้ได้ว่าศึกษาไปทำไม  ได้ประโยชน์อะไร  มีต้นทุนทรัพยากรความรู้พื้นฐานเดิมมากน้อยแค่ไหน  เช่นตนเองเคยศึกษามาแล้วเมื่อครั้งศึกษาต่อระดับปริญญาโท  ขณะทำงานในหน้าที่  เมื่อครั้งเสนอผลงานทางวิชาการ  และเริ่มต้นสืบเสาะว่ามีใครทำเรื่องนี้บ้าง  หากเลือกเรื่องที่ศึกษาสอดคล้องกับความถนัด  ความสนใจ  และมีพื้นฐานมาแล้วก็สามารถเพิ่มมูลค่าของเรื่องนั้น ๆ โดยการศึกษาต่อยอดในเรื่องนั้นในเชิงลึก  ที่เหมาะสมสอดคล้องกับระเบียบวิธีการทำวิทยานิพนธ์ต่อไป

แนวคิดในการกำหนดชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์

                       การกำหนดชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์  สามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดชื่อผลงานทางวิชาการ  หัวข้อ  หรือปัญหาการวิจัยที่ดี มาใช้เป็นหลักคิดในการปฏิบัติได้ดี  ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ดังนี้ (มนสิช  สิทธิสมบูรณ์, 2542 : 17)

1. ศึกษาเรื่องใด/พัฒนาอะไร/ปัญหาอะไร  หมายถึง  การระบุเรื่อง  หรือปัญหาที่

ต้องการปรับปรุงพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพสูงขึ้น  เช่น  ด้านความรู้ความเข้าใจ  ทักษะ กระบวนการ  เจตคติ  ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์  หรือพฤติกรรมใด ๆ (ตัวแปรตาม)

                        2.  ศึกษาอย่างไร/วิธีใด  หมายถึงการระบุวิธีการแก้ปัญหาหรือแนวทางแก้ไข  ปัญหาซึ่งระบุว่าจะแก้ปัญหาโดยวิธีใด  เช่น  ปรับรูปแบบการสอน  การสร้างสื่อนวัตกรรม  การพัฒนาหลักสูตร  การทดลอง  การเปรียบเทียบ  การหาความสัมพันธ์  การประดิษฐ์  การปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีการใด ๆ   (สื่อนวัตกรรมหรือตัวแปรต้น)

                        3.  ศึกษากับใคร/พัฒนานักเรียนกลุ่มใด  หมายถึงการระบุกลุ่มตัวอย่างที่จะทำการศึกษา  เช่น  นักเรียน  ระดับชั้นใด  โรงเรียนใด  เป็นต้น  

                       จากแนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวคิดในการกำหนดชื่อวิทยานิพนธ์สาขาบริหารการศึกษา  ได้ดังนี้

1. ศึกษาเรื่องใด/พัฒนาอะไร/ปัญหาอะไร  หมายถึง  การระบุเรื่อง  หรือปัญหาที่

ต้องการปรับปรุงพัฒนาการบริหารจัดการในเรื่องใด เช่น  เรื่องเกี่ยวกับองค์การ  ผู้นำและผู้จัดการการบริหารหรือการจัดการ  รูปแบบการบริหาร  เป็นต้น   

                        2.  ศึกษาอย่างไร/วิธีใด  หมายถึงการระบุวิธีการแก้ปัญหาหรือแนวทางแก้ไข  ปัญหาซึ่งระบุว่าจะแก้ปัญหาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้โดยวิธีใด  เช่น การพัฒนาองค์การ  การพัฒนารูปแบบ  การพัฒนาระบบ  นโยบาย  มาตรฐาน  ยุทธศาสตร์    เป็นต้น

                        3.  ศึกษากับใคร/พัฒนากลุ่มเป้าหมาย  หมายถึงการระบุประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่จะทำการศึกษา  เช่น  ผู้บริหาร  ครู  ผู้นำองค์การ ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องนั้น ๆ  เป็นต้น  

                 ปรัชญนันท์  นิลสุข (2552 :  ออนไลน์) ได้เสนอขั้นตอนการกำหนดชื่อเรื่อง

วิทยานิพนธ์ไว้ดังนี้

                  1.     การวิเคราะห์ปัญหาการวิจัย

2.        การกำหนดปัญหาการวิจัย

3.        การกำหนดวิธีการแก้ปัญหา

                       ธีระ  รุณเจริญ  (2552 : 1)  ได้เสนอแนวทางการจัดทำเค้าโครงวิทยานิพนธ์สาขาวิชาการบริหารการศึกษา โดยได้เสนอแนวคิดการกำหนดชื่อเรื่องว่า    ต้องเป็นไปได้ในการหาคำตอบ  ท้าทาย  เป็นปัญหา  บอกทิศทางการทำ  กะทัดรัดแต่สมบูรณ์  และริเริ่ม  คุ้มค่าค่าใช้จ่าย  สำหรับแหล่งการได้หัวข้อ  ได้จากสภาพปัญหาในการปฏิบัติงาน  ข้อเสนอจากวิจัยคนอื่น  แน้วโน้ม  ทฤษฎีหลักการ  ประเด็นปัญหาที่เกิดและสื่อมวลชน

                       จากขั้นตอนดังกล่าวพอที่จะเห็นแนวทางกำหนดชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์  ได้ว่าชื่อเรื่องมาจากประเด็นปัญหาและปัญหานั้นควรเป็นปัญหาที่แคบและลึกซึ้ง  มาจากการศึกษาวิธีหาสาเหตุของปัญหา  วิธีการแก้ปัญหา  และการศึกษาวิธีการเพื่อให้ได้มาองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องที่ตนสนใจแต่ละสาขา  ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ควรใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ คือ 1)  ผู้วิจัยต้องทราบปัญหาที่แท้จริง  2) หัวข้อต้องอยู่ในสาขาที่ศึกษา  3)  ต้องศึกษาเอกสารและงานวิจัยเพียงพอ  4)  หัวข้อทันสมัยทันเหตุการณ์  5)  เป็นหัวข้อที่มีประโยชน์

            ถวิล  อรัญเวศ  (2552 :  ออนไลน์)  ได้แนะแนวเกี่ยวกับประเด็นทางเลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก  สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยวงษ์วชลิตกุลไว้ดังนี้

           1.  รูปแบบภาวะผู้นำทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

           2.  ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำทางการศึกษาที่มีประสิทธิผล

           3.  ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพของสถานศึกษา

           4.  ผลของภาวะผู้นำทางการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อคุณภาพของสถานศึกษา/โรงเรียน

           5.  องค์ประกอบสมรรถนะ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการ

จัดการศึกษาของโรงเรียน ที่มีประสิทธิภาพ

           6. พฤติกรรมภาวะผู้นำสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผล   และประสิทธิภาพของสถานศึกษา/โรงเรียน

          7.  รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ครูที่มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ

          8.  รูปแบบการจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา

          9.   องค์ประกอบ(ปัจจัย) การจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา ที่มีประสิทธิผล

        10.   องค์ประกอบภาวะผู้นำสถานศึกษา ที่มีประสิทธิผลในการวิวัฒน์

        11.   รูปแบบการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา  ที่ส่งเสริมคุณภาพในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็ก (โรงเรียนขนาดเล็ก )

        12. รูปแบบการร่วมพัฒนา ในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก

        13. รูปแบบการยกระดับคุณภาพของโรงเรียน โดยการพึ่งตนเอง

        14. ยุทธศาสตร์การยกระดับมาตรฐานของโรงเรียน

        15. การพัฒนาสมรรถภาพของครู เพื่อชีวิตความพอเพียงของนักเรียน

        16. ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความร่วมมือจากภายนอกเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

       17. องค์ประกอบความสำเร็จ ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน

       18. ยุทธศาสตร์การจัดการ ICT เพื่อส่งเสริมคุณภาพของโรงเรียน

       19. ยุทธศาสตร์ในการพัฒนา คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใช้ 

คอมพิวเตอร์ของนักเรียน

       20. กลยุทธ์การจัดกิจกรรม ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตความพอเพียงของนักเรียน

       21. ยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมสู่คุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน

       22. การสร้างนวัตกรรมการศึกษา ด้วยมือเรา

       23. รูปแบบการส่งเสริมสมรรถภาพ การสร้างนวัตกรรมของครูสู่คุณภาพการเรียนรู้

       24.  การสร้างนวัตกรรมการศึกษา ด้วยตัวเรา

       25. รูปแบบการบริหารและการจัดการสู่นวัตกรรมการเรียนรู้

       26. รูปแบบการสร้างความร่วมมือ ภาคีเครือข่ายการพัฒนาการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

                        บุญชม  ศรีสะอาด  และสุริทอง  ศรีสะอาด  (2552 :  55 – 130)  ได้กล่าวถึงลักษณะของงานวิจัยเกี่ยวกับบริหารการศึกษาว่าสามารถทำได้หลายลักษณะ  ดังนี้

                        1.  งานวิจัยเกี่ยวกับการวางแผน    ประกอบด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับการดำเนินงานวางแผน  การปฏิบัติงานวางแผน  ระบบงานวางแผน  ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน  การประเมินแผนงาน  การพัฒนารูปแบบการวางแผน  การจัดระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผน เป็นต้น

                        2.  งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดองค์การ  ประกอบด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารหรือการปฏิบัติของหน่วยงาน  ของผู้บริหาร  วิจัยเกี่ยวกับบริหารงานวิชาการ  เกี่ยวกับหลักสูตร  เกี่ยวกับธุรการ  การเงิน  บัญชี  และการพัสดุ  เกี่ยวกับกิจการนักเรียนนักศึกษาและการปกครองนักเรียน  เกี่ยวกับอาคารสถานที่  เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน  งานวิจัยเกี่ยวกับสารสนเทศ  เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร  เกี่ยวกับการนิเทศ  เกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้  เกี่ยวกับการจัดการความรู้

                        3.  งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดบุคคล  ประกอบด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับบุคลากร   เกี่ยวกับคุณลักษณะ  เกี่ยวกับพฤติกรรม  เกี่ยวกับผู้นำ  เกี่ยวกับบทบาท  เกี่ยวกับการตัดสินใจ  เกี่ยวกับบุคลิกภาพ  สมรรถภาพ  เกี่ยวกับความพึงพอใจ  ขวัญกำลังใจ  ระเบียบ  วินัย  คุณธรรม

                        4.  งานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินผล  ประกอบด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินแผนงาน  การปฏิบัติงาน  การประเมินโครงการ  เกณฑ์การประเมิน  ปัญหาเกี่ยวกับการประเมิน

                        5.  งานวิจัยเกี่ยวกับความต้องการและการพัฒนา  ประกอบด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนางานด้านต่าง ๆ การพัฒนาเรื่องต่าง ๆ เช่นวิธีการ  แนวทาง  รูปแบบการพัฒนา

                        6.  งานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร  ประกอบด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้านพฤติกรรมของผู้บริหาร  ด้านคุณสมบัติของผู้นำ  ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติ  การบริหารงานในด้านต่าง ๆ   ศึกษาตัวแปรปัจจัยหรือองค์ประกอบต่าง ๆ

                        7.  งานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  ประกอบด้วยการปฏิบัติตามแนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  การพัฒนาแบบจำลอง  และรูปแบบจำลองในการบริหาร

                        8.  งานวิจัยเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม  ประกอบด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียน  คณะกรรมการสถานศึกษา  บุคลากรท้องถิ่น

                        9.  งานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพและการประกันคุณภาพการศึกษา  ประกอบด้วยการพัฒนาการตรวจสอบคุณภาพภายใน  การเสนอนโยบายการประกันคุณภาพการศึกษา  การประเมินคุณภาพการศึกษา  การบริหารโดยใช้เทคนิคประกันคุณภาพการศึกษา เป็นต้น

                        10.  งานวิจัยเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา  ประกอบด้วยกระบวนการเชิงยุทธศาสตร์ของผู้บริหารในการนำนโยบายการปฏิรูปการศึกษามาใช้  บทบาทของผู้บริหารในการปฏิรูปการเรียนการสอน  การศึกษาผลกระทบของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิรูปการเรียนรู้  เป็นต้น

                        11.  งานวิจัยลักษณะอื่น ๆ   เป็นงานวิจัยนอกเหนือจากที่กล่าวแล้ว  ได้แก่รูปแบบโรงเรียนประถมศึกษาดีเด่น  รูปแบบในอนาคตของการบริหารสำนักงาน  รูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชน  ภาพลักษณ์สำนักงาน  การจัดตั้งสภาคณาจารย์  การใช้อำนาจหรือการใช้มูลฐานอำนาจผู้บริหาร  การใช้อำนาจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหาร  เป็นต้น 

กระบวนการทำวิทยานิพนธ์

                        ดิเรก  วรรณเศียร  (2548 )  ได้ให้คำแนะนำสำหรับการศึกษาระดับปริญญาเอก  เพื่อประโยชน์สำหรับผู้กำลังศึกษาหรือวางแผนศึกษาทั้งสาขาบริหารการศึกษาและสาขาอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการฝึกฝนตนเองในระยะเริ่มต้นของการทำวิทยานิพนธ์  10  ประการ ดังนี้

                   1. การศึกษา การแสวงหาความรู้ในทุกเรื่อง ทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในวิชาที่กำลังศึกษา

 และตามหลักสูตรนั้นไม่ใช่การเรียนรู้ตามคำสั่งสอนเป็นหลัก แต่เป็น“ การศึกษาด้วยตนเองเป็นหลัก”  

                    2. ต้องศึกษา ค้นคว้าและติดตามความรู้ในแต่ละเรื่องให้ถึงต้นตอที่มาให้เห็นพัฒนาการและสถานภาพของข้อความรู้ในเรื่องนั้นในขณะปัจจุบัน  และพยายามทำเป็นสาระ  สรุปเชิงสังเคราะห์  ที่สะท้อนถึงการเป็นความรู้ของตัวเราเองให้ได้ คือสรุปให้ได้ว่า แก่นของความรู้ในเรื่องนั้นคืออะไร  ประกอบด้วยรายละเอียดปลีกย่อยใดบ้าง  ประเด็นคืออะไร  สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นลายลักษณ์อักษร ที่เป็นภาษาสำนวนของตัวเองได้

                   3. ในการศึกษาค้นคว้าในแต่ละเรื่อง  แต่ละข้อความรู้ให้ใช้วิธี “ศึกษา ตรวจสอบเรื่อง

 เดียวกันจากหนังสือหลายเล่มที่มีผู้แต่งแตกต่างกัน  ให้สอบเรื่องเดียวกันจากหลายแหล่ง ความรู้  โดยยึดปรมาจารย์หรือบุคคลที่ได้รับ การยอมรับว่าเป็นเอตะทัคคะในศาสตร์นั้นเป็นหลัก ทั้งในแง่ความรู้ ความคิด ข้อวิพากษ์วิจารณ์ แล้วสรุปแบบสังเคราะห์ โดยอาศัยความรู้เดิมเป็นฐานไว้ก่อน ” 

หลักปฏิบัติในแบบที่ง่ายๆในเรื่องนี้คือ  ให้ใช้วิธีตรวจสอบข้อความรู้ในเรื่องเดียวกันนั้นจากหนังสือหรือตำราหลายๆ เล่ม ที่มีผู้เขียนแตกต่างกัน

             4. ในการอ่าน การศึกษา ค้นคว้า การวิเคราะห์ในแต่ละเรื่อง ให้จัดทำ Folders and Files

  ไว้ทุกเรื่องและพยายามสะสมไว้ให้ได้มากๆ

              5. เมื่อได้ศึกษา ได้อ่าน ได้รวบรวมความรู้ในแต่ละเรื่องแล้ว ให้พยายาม ตั้งข้อคำถาม            สำหรับการศึกษาค้นคว้าในขั้นก้าวหน้าต่อไป หรือตั้งข้อคำถามสำหรับความรู้ที่รู้สึกว่า ยังไม่      ชัดเจนดีนัก หรือข้อความรู้ที่ได้แล้ว – แต่รู้สึกยังไม่จุใจ – ยังไม่พอใจ   ให้หัดตั้งข้อคำถามไว้เสมอๆ ในทุกเรื่อง

            6. แหล่งความรู้และแหล่งวิทยาการที่สำคัญ สำหรับผู้ที่ศึกษาในระดับปริญญาเอก  คือ

ห้องสมุด ห้องนิทรรศการ  ในการอภิปรายหรือการสัมมนา และการประชุมทางวิชาการ   ในชมรมทางวิชาการ ในกลุ่มการประชุมวิชาการ ในแหล่งที่เป็นต้นตอของกิจกรรมทางวิชาการ         ไม่ใช่ในห้องเรียนเท่านั้น

               7. ในการศึกษาค้นคว้าในแต่ละเรื่อง ให้เริ่มต้นด้วยการจัดทำ Tentative  Bibliography และ

 และทำ Tentative  Plan  ก่อนเสมอ  แล้วพัฒนาต่อให้เป็น Bibliography และWork Plan ตัวจริงต่อไป อย่าเริ่มต้นด้วยการลอกเลียน หรือลอกแบบ ตัดต่อ – ตัดปะจากหนังสือ จากตำรา จากงานวิจัยหรือรายงานเล่มหนึ่งเล่มใด

               8. ผู้เรียนในระดับนี้ จะต้องมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นคว้า ผลิต                

บทความและผลงานทางวิชาการของตนเอง  มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นของตนเองไว้ใช้ เป็นการส่วนตัว  มีมุมทำงานส่วนตัวเกี่ยวกับการเรียนโดยเฉพาะ

              9. ต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้การเรียน

และชีวิตง่ายขึ้น

              10. ต้องบริหารเวลาให้เป็น แบ่งเวลาสำหรับการเรียนและการศึกษาค้นคว้า  ให้สมดุลแก่ ชีวิต  จัดเวลาสำหรับพบอาจารย์ที่ปรึกษาวิชาการ และที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์สม่ำเสมอ

ธีระ รุญเจริญ  (2552 )  ได้เสนอกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ โดยกำหนดขั้นตอน

การทำวิทยานิพนธ์ไว้  15  ขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1  การศึกษาและอ่านสาระที่สนใจเบื้องต้น

ขั้นที่ 2  ศึกษาสาระที่สนใจอย่างพินิจพิเคราะห์

ขั้นที่ 3  เริ่มเขียนเค้าโครง

ขั้นที่ 4  ส่งเค้าโครงผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการ

ขั้นที่ 5  เสนอต่อคณะกรรมการ พิจารณาเค้าโครง/อาจมีการสอบเค้าโครง

ขั้นที่ 6  อนุมัติเค้าโครงโดยคณะกรรมการ

ขั้นที่ 7  เริ่มเขียนบทที่ 1 (บทนำ) บทที่ 2 (วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง) และ

บทที่ 3   (ระเบียบวิธีวิจัย)

ขั้นที่ 8  สร้างเครื่องมือและรวบรวมข้อมูล

ขั้นที่ 9   วิเคราะห์ข้อมูล

ขั้นที่ 10  เริ่มเขียนรายงานบทที่ 4 (ผลการวิเคราะห์ข้อมูล)และบทที่ 5

(สรุป อภิปรายและเสนอแนะ)

ขั้นที่ 11  เสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อประธานคณะกรรมการ

ขั้นที่ 12  ปรับปรุง แก้ไข

ขั้นที่ 13  เสนอรายงานต่อประธานคณะกรรมการ

ขั้นที่ 14  เสนอรายงานต่อคณะกรรมการ

ขั้นที่ 15  สอบป้องกันวิทยานิพนธ์

หัวข้อประเมินเค้าโครงวิทยานิพนธ์

ธีระ รุญเจริญ  (2552 )  ได้เสนอประเด็นสำคัญในการเขียนเค้าโครงและหัวข้อ

ประเมินเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ไว้ดังนี้

เค้าโครงวิทยานิพนธ์ประกอบด้วย  ชื่อ  หลักการและเหตุผล  วัตถุประสงค์  คำถาม

การวิจัย  ทฤษฎี  หลักการและการวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ประชากร  กลุ่มตัวอย่าง  เครื่องมือ  (การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพ)  การเก็บข้อมูล  ขอบเขตและข้อจำกัดการวิจัย  สถานที่วิจัย  ประโยชน์ที่คาดหวังในอนาคต  แผนการดำเนินการ  (กิจกรรม  เวลาที่จะทำ (Grannt’Chart) และงบประมาณ)

สำหรับหัวข้อการประเมินเค้าโครงวิทยานิพนธ์ประกอบด้วย

1.  ความเหมาะสมของชื่อเรื่อง

2.  ความชัดเจนและสมเหตุสมผล ของการระบุเหตุผลในการวิจัยเรื่องนั้น

3.  ความชัดเจน เฉพาะเจาะจงและความเหมาะสม ของวัตถุประสงค์ในการศึกษา

4.  ความเกี่ยวข้อง ครอบคลุมและความเหมาะสมของผลงาน ด้านการเขียนและ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

5.  ความเหมาะสม ชัดเจนและความเป็นไปได้ของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

6.  ความเหมาะสม ของวิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

7.  คุณภาพและความเหมาะสม ของเครื่องมือที่ใช้

8.  ความมีระบบและแผนในการเก็บรวบรวมข้อมูล

9.  ความเหมาะสม ของการวิเคราะห์ข้อมูล

10.  ความชัดเจนและครอบคลุม ของขอบเขตและข้อจำกัดของการวิจัย

11.  ความเหมาะสม ของขอบเขตพื้นที่ในการวิจัย

12.  ความชัดเจนและคุณค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

13.  ความชัดเจนและเหมาะสม ของแผนกิจกรรมและเวลาในการวิจัย

14.  ความสมเหตุสมผลและถูกต้องตามหมวดงบประมาณ ของงบประมาณที่ตั้งไว้

15.  คุณค่าโดยรวมของการวิจัย

 

             จากการศึกษาแนวคิดพื้นฐานการบริหารวิทยานิพนธ์  สามารถนำมาใช้เป็นหลักคิดหลักวิชา  และหลักปฏิบัติในการทำวิทยานิพนธ์  โดยที่หลักคิดในการกำหนดชื่อเรื่องและเค้าโครงจะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการหาคำตอบและความคุ้มค่า/ค่าใช้จ่าย  ในหลักวิชา (Accuracy)  จะต้องถูกต้องทั้งเนื้อหา  หลักวิชาการอ้างอิง  เพราะจะเป็นการสร้างความเชื่อถือของผู้เสนอ  โดยเฉพาะการค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งปฐมภูมิ  (Primary  Source)  จะช่วยสร้างความเชื่อถือ  ความมั่นใจทั้งตนเองและผู้ตรวจ  ส่วนในหลักปฎิบัตินั้นจะต้องมีแผนการดำเนินการ  กำหนดกิจกรรม  ระยะเวลาที่จะทำ  รวมทั้งงบประมาณ  ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งในการเขียนเค้าโครงแผนดำเนินการดังกล่าว  จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการทำวิทยานิพนธ์ระยะเริ่มต้น  เพราะเป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการบริหารมาใช้ในการทำวิทยานิพนธ์  ผู้เขียนจึงตั้งชื่อบทความนี้ว่าแนวคิดพื้นฐานการบริหารวิทยานิพนธ์  เพราะให้ความสำคัญของการกระทำตามพันธกิจ  การวางแผนและกำหนดกิจกรรมตามพันธกิจ  การบริหารเวลา  รวมทั้งการบริหารงบประมาณ  ซึ่งอาศัยกระบวนการบริหารเช่นเดียวกัน  เพราะการทำงานใดๆให้สำเร็จจะต้องอาศัยการวางแผนบริหารทรัพยากร  รวมถึงการบริหารเวลาด้วย  บทความดังกล่าวจึงสะท้อนแนวคิดการบริหารวิทยานิพนธ์ให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้บ้างไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับการนำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติเป็นประการสำคัญ

 

รายการอ้างอิง

ปรัชญนันท์  นิลสุข (2552)  การตั้งชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์.  ค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2552,  จาก

                 prachyanun@hotmail.com , http://members.fortunecity.com/prachyanun 

ถวิล อรัญเวศ (2552)  “แนะแนวประเด็นหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก “  ในเอกสาร

                       บรรยายวิชาบูรณาการการศึกษา   นครราชสีมา  : มหาวิทยาลัยวงษ์วชลิตกุล.

ดิเรก  วรรณเศียร(2548)  “คำแนะนำสำหรับการศึกษาระดับปริญญาเอก”  . ในเอกสารประกอบคำ

                       บรรยาย  เรื่องการบูรณาการการศึกษา.  13  กันยายน 2552.  นครศรีธรรมราช : 

                       โรงเรียนกัลญาณีศรีธรราช

ธีระ  รุญเจริญ (2552) “การบูรณาการทางการศึกษา “ในเอกสารประกอบคำบรรยาย  เรื่องการบูรณา

                       การการศึกษา.  13  กันยายน 2552.  นครศรีธรรมราช :  โรงเรียนกัลญาณีศรีธรราช

----------------   (2552) “แนวทางการจัดทำเค้าโครงวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์สาขาวิชาการบริหาร

                       การศึกษา”  ในเอกสารประกอบคำบรรยายเรื่องแนวทางการจัดทำเค้าโครง

                       วิทยานิพนธ์/  มหาวิทยาลัยวงษ์วชลิตกุล.  10  ตุลาคม  2552.  นครราชสีมา :

                        มหาวิทยาลัยวงษ์วชลิตกุล

มนสิช  สิทธิสมบูรณ์(2542)  ชุดปฎิบัติการเหนือตำราการทำวิจัยในชั้น

                        เรียน.คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร

บุญชม  ศรีสะอาด  และสุริทอง  ศรีสะอาด  (2552)  การวิจัยเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.

โดย : chamni ส่งเมล์ถึง chamni (202.143.161.*) [ วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เวลา 15:30 น. ]

อ่านบทความของพี่ท่านแล้วทึ่งในความสามารถ ขอชื่นชมด้วยความจริงใจ เยี่ยมจริง ๆ ครับ
โดยคุณ มหาธีร์ ส่งเมล์ถึง มหาธีร์ 61.7.141.198 [ วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เวลา 19:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1

อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีและมีสาระตรงกับประเด็นที่ผมต้องการคำตอบ
โดยคุณ บูรินทร์ภัฏ 118.173.43.152 [ วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เวลา 22:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2

ซู๊ด....ยอด ครับท่านพี่เรา
โดยคุณ น้องบ่าว อรุณ ส่งเมล์ถึง น้องบ่าว อรุณ unknown [ วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เวลา 07:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3

พี่ชำนิของน้องๆ น่ารักจริงๆเลยค่ะ....ผู้ที่มีสิ่งดีๆ แล้วแบ่งปัน..นี่แหละค่ะ "ผู้นำ" ในดวงใจของทุกคนค่ะ
โดยคุณ สรัญญา ส่งเมล์ถึง สรัญญา 118.173.36.181 [ วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4

สุดยอดครับพี่ชินี่เขาเรียกว่า ฤาษีของการศึกษาเลย นับถือมาก
โดยคุณ วัฒนา 117.47.204.18 [ วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม 2552 เวลา 10:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5

อ่านแล้วเข้าใจง่าย น่าสนใจ ขอชื่นชมในการประมวลความคิดได้อย่างดีเยี่ยม ขอบคุณะพี่ชำนิครับ
โดยคุณ สันติ 118.173.39.218 [ วันเสาร์ ที่ 12 ธันวาคม 2552 เวลา 06:44 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6

 
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
 
ความคิดเห็น
รหัสส่งข้อมูล
 
โดย
E-mail
แทรกลิงค์ URL ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ